
3.การกำจัดพยาธิภายในร่างกายน้องหมา
พยาธิภายในร่างกายของน้องหมา ได้แก่ พยาธิตัวกลมและตัวแบนต่างๆในลำไส้ ที่ออกมาพร้อมอุจจาระของน้องหมาในเวลาขับถ่าย การที่น้องหมาพันธุ์นี้ค่อนข้างซนและชอบขุดดิน จึงมีโอกาสได้รับไข่พยาธิจากดิน สิ่งแวดล้อม และอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะต่างๆได้ง่าย ถ้ามีพยาธิในปริมาณน้อยก็อาจไม่สร้างปัญหาใดๆให้เห็นได้ชัด แต่ถ้ามีในปริมาณที่มาก อาจทำให้น้องหมาขาดสารอาหาร ลำไส้ผิดปกติ และมีอาการท้องเสียได้ การถ่ายพยาธิภายในจึงจำเป็นที่จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 3- 6 เดือน พยาธิภายในร่างกายอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือ พยาธิหนอนหัวใจ ซึ่งน้องหมาได้รับผ่านทางยุง โดยตัวอ่อนของพยาธิหนอนหัวใจจะเข้าสู่ร่างกายน้องหมาที่ถูกยุงกัด ล่องลอยไปในกระแสเลือดทั่วร่างกาย และเมื่อโตขึ้นก็จะไปอาศัยอยู่ในหัวใจ เกิดการอุดตันของเส้นเลือดและทำให้เกิดปัญหาโรคหัวใจตามมา จึงจำเป็นต้องป้องกันอย่างสม่ำเสมอโดย การกิน ฉีดยา หรือหยอดยาเพื่อฆ่าตัวอ่อนไม่ให้สามารถเจริญเติบโตไปเป็นตัวเต็มวัยได้
4.อาหาร
เนื่องจากน้องหมาพันธุ์นี้จะออกแนวซุกซน ไฮเปอร์ และชอบการออกกำลังกาย จึงควรได้กินอาหารเช้าก่อนที่จะปล่อยออกไปวิ่งเล่นเพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ปริมาณอาหารที่จะต้องให้น้องหมากินนั้นแตกต่างไปตามอายุน้องหมา การออกกำลังกาย ในน้องหมาบางรายที่ให้อาหารสำเร็จรูปซึ่งมีการคำนวณปริมาณสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบมาแล้วส่วนใหญ่จะแนะนำให้ปรับปริมาณให้เหมาะสมตามที่ระบุไว้ข้างถุงอาหาร ส่วนน้องหมาที่กินอาหารของคนหรืออาหารที่เจ้าของปรุงรสเองมีแนวโน้มที่จะอ้วนได้ง่าย จึงควรควบคุณปริมาณอาหารและจำนวนมือให้เหมาะสมกับน้องหมาแต่ละตัว โดยควรมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนวัตถุดิบที่นำมาใช้ปรุงอาหารเพื่อให้น้องหมาได้รับสารอาหารเพียงพอและหลากหลาย โดยทั่วไปแล้วน้องหมาพันธุ์นี้ควรมีน้ำหนัก 6-10 กิโลกรัมน้องหมาที่รูปร่างกำลังดีจะต้องมีกล้ามเนื้อ เห็นเอวคอด และสามารถลูบสัมผัสโดนซี่โครงได้ ควรหลีกเลี่ยงการให้น้องหมากัดแทะกระดูกที่มีลักษณะแข็ง แหลมคม เช่นกระดูกไก่ เพราะอาจแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ทำให้ติดคอหรือบาดผนังลำไส้ และน้องหมาบางตัวที่กินกระดูกเข้าไปปริมาณที่มากอาจเกิดภาวะท้องผูกได้ด้วย นอกจากนี้ไม่ควรเสริมอาหารพวกวิตามินให้แก่น้องหมามากจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับตับและไต การให้อาหารที่เหมาะสนนอกจากจะทำให้น้องหมามีสุขภาพดี แข็งแรงแล้วยังช่วยให้เจ้าของประหยัดทั้งค่าอาหาร และค่ารักษาพยาบาล เพราะปัญหาสุขภาพหลายอย่างมีต้นเหตุมาจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม
เครดิต:หนังสือDogazine
Share on Facebook
Category: การดูแลสุขภาพน้องหมา
Tags: กระดูก, กล้ามเนื้อ, ฆ่าตัวอ่อน, ฉีดยา, ตัวอ่อน, น้ำหนัก, พยาธิตัวกลม, พยาธิตัวแบน, พยาธิหนอนหัวใจ, ยุง, ลำไส้, วิตามิน, หยอดยา, อาการท้องเสีย, อาหารสำเร็จรูป Leave a Comment
เนื่องจากน้องหมา พันธุ์แจ็ค รัสเซลล์ เทอร์เรียร์ ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาสุขภาพอะไรมากมายจนต้องดูแลเป็นพิเศษกว่าพันธุ์อื่น แถมยังเป็นน้องหมาขนสั้น ดูแลง่าย ความท้าทายในการเลี้ยงดูก็เลยน่าจะอยู่ที่การฝึกฝนให้น้องหมาทำตามคำสั่งเสียมากกว่า การดูแลน้องหมาพันธุ์นี้ จึงเป็นการดูแลเช่นเดียวกับน้องหมาสายพันธุ์ทั่วๆไปได้แก่

1.การตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกันโรค
เมื่อนำน้องหมามาเลี้ยงได้ซักพักควรพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพกับสัตว์แพทย์ใกล้บ้านท่าน เพื่อดูว่าน้องหมามีกาการป่วยใดๆที่จะต้องได้รับการรักษาหรือไม่ หากน้องหมาแข็งแรงดี คุณหมอก็มักจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคหลังจากที่ท่านได้เลี้ยงเพื่อดูอาการมาแล้วประมาณ 1สัปดาห์ โดยวัคซีนจะช่วยป้องกันโรคหลักๆ ในสุนัขได้แก่ โรคไข้หัดสุนัข ไวรัสตับอักเสบ ลำไส้อักเสบ หลอดลมอักเสบ ฉี่หนู และพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะต้องมีการฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันทุกๆปี และแม้ว่าน้องหมาของท่านจะแข็งแรง สุขภาพดี ก็ควรพาไปตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะน้องหมาที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป ซึ้งเริ่มจัดเข้าสู่กลุ่มหมาสูงอายุ อาจต้องตรวจสุขภาพอื่นๆร่วมด้วย เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับ ไต และการตรวจหัวใจ เป็นต้น
2.การกำจัดเห็บหมัด
เห็บหมัดนอกจากจะทำให้น้องหมามีอาการคัน และเกิดภาวะโลหิตจางแล้ว ยังสามารถนำเชื้อโรคต่างๆมาสู่น้องหมาได้ เช่น เห็บเป็นพาหะของพยาธิเม็ดเลือด หมัดเป็นพาหะของพยาธิในลำไส้ นอกจากนี้น้องหมาบางตัวก็ยังมีอาการคัน ขนร่วง จากการแพ้น้ำลายหมัดอีกด้วย การกำจัดเห็บหมัดมีทั้งดึงออก การใช้ยาหยอดหลัง ยาฉีด และแบบแชมพู ให้เจ้าของน้องหมาสามารถเลือกใช้ได้ตามความสะดวกของเจ้าของน้องหมา แต่ก็ควรทำอย่างต่อเนื่องไม่ใช่ทำแค่ในช่วงที่น้องหมามีเห็บหมัดมาก และควรกำจัดเห็บในสิ่งแวดล้อมบริเวณตัวบ้านและรอบตัวบ้านไปพร้อมกันด้วย
เครดิต:หนังสือDogazine
Share on Facebook
หายไปวันหนึ่งคงคิดถึงกันแย่เลยครับ งั้นวันนี้เรามาต่อเรื่องโรคอ้วนในสัตว์เลี้ยงตอนจบกันเลยครับ

สัตว์เลี้ยงของเราอ้วนเกินไปหรือเปล่า
เราสามารถตรวจสอบได้โดยการใช้นิ้วหัวแม่ลูบไปมาบริเวณกลางหลัง ใช้นิ้วชี้จับซี่โครง ถ้าเราจับซี่โครงได้ง่าย ผ่านชั้นกล้ามเนื้อบาง แสดงว่าปกติ แต่ถ้าจับซี่โครงได้โดยลำบาก มีชั้นไขมันหนา แสดงว่าสัตว์เลี้ยงของท่านมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น หากไม่สามารถจับกระดูกซี่โครงบริเวณดังกล่าวได้เลย นั่นแสดงว่าสัตว์เลี้ยงของท่านอ้วนมาก ก็จะมีผลทำให้เกิดโรคอ้วนได้
สาเหตุที่ทำให้สัตว์เลี้ยงเริ่มอ้วน
อาจเกิดจากหลายๆสาเหตุ เช่น พฤติกรรมการให้อาหาร เจ้าของให้อาหารปรุงเอง เศษอาหาร หรืออาหารอื่นๆในปริมาณมากเกินไป สัตว์เลี้ยงกินเยอะมาก ทั้งนี้เกิดจากอาหารสำเร็จรูปส่วนใหญ่มักมีแร่ธาตุ ไขมันมาก เพื่อปรุงรสให้อร่อยมากยิ่งขึ้นและสารอาหารดังกล่าวก็ทำให้เกิดไขมันสะสมในร่างกาย นอกจากนี้สัตว์เลี้ยงที่มีอายุมากจะมีนิสัยขี้เซา ชอบนอน ก็จะทำให้ความกระตือรือร้นและออกกำลังกายลดน้อยลงทำให้ไม่ได้เผาผลาญพลังงาน โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นหมัน บางครั้งโรคอ้วนนั้นเกิดจากความผิดปรกติของฮอร์โมน อาทิ ไทรอยด์ ก็มักทำให้อ้วนได้ง่ายขึ้น เราสามารถจัดการกับความอ้วนได้ด้วยการควบคุม ดูแลเอาใจใส่ในเรื่องการกินอาหารของสัตว์เลี้ยงโดยการให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารจำพวกพลังงาน ไขมันลดลง กินกากใยอาหารมากขึ้นให้สัตว์อยู่นอกบ้านขณะปรุงอาหารหรือขณะที่เรากำลังรับประทานอาหาร ห้ามหยิบยื่นอาหารให้สัตว์เลี้ยง ให้สัตว์เลี้ยงได้ออกกำลังกายบ่อยๆ เช็คข้อมูลน้ำหนัก เพื่อดูผลการจัดการ และกินอาหารควบคุมน้ำหนักตามคำแนะนำของสัตว์แพทย์
เครดิต:หนังสือDogazine
Share on Facebook